เทคนิคการเลือกโบรกเกอร์

โบรกเกอร์ (Broker) คือ ตัวแทนการซื้อขาย ซึ่งมีหน้าที่เป็นตัวแทนนําเงิน ของเทรดเดอร์เข้าสู่ตลาด และรับคําสั่งซื้อขายจากเทรดเดอร์ โดยโบรกเกอร์จะได้เงินจากค่าคอมมิชชันหรือค่าธรรมเนียมในการให้บริการ หรือพูดง่ายๆ ว่าเป็น “นายหน้า” ที่เป็นตัวกลางระหว่างนักเทรดกับตลาด Forex นั่นเอง ซึ่งโบรกเกอร์เหล่านี้จะมีรายได้จากการที่เราเทรด ยิ่งเรา เทรดบ่อยๆ เขา ก็จะได้เงิน ซึ่งไม่ว่าเราจะได้หรือเสีย เขาก็ได้เงินตั้งแต่เราออกออร์เดอร์

ส่วนคําถามที่ว่า เราควรเลือกโบรกไหนดี ข้อนี้ถือเป็นปัญหาใหญ่อีกข้อ สําหรับคนเทรด Forex เพราะแต่ละโบรกก็มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป และมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน จะขอแนะนําวิธีการ พิจารณาเลือกโบรกเกอร์แบบง่ายๆ ดังนี้

  1. มีความน่าเชื่อถือ ข้อนี้สําคัญที่สุด เพราะเราต้องเอาเงิน ของเราไปฝากไว้กับโบรก ยิ่งถ้าเป็นเงินก้อนใหญ่ด้วยแล้ว ยิ่งต้องระมัดระวังและรอบคอบ โบรกที่ดีและน่าเชื่อถือ ควรเป็นโบรกที่เปิดมานาน มีการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง ตามกฎหมายและมีใบอนุญาตโบรกเกอร์ (License) ถ้าเราเปิดบัญชีกับโบรกเถื่อนที่ไม่ได้มีการจดทะเบียน ก็อาจจะโดนโกง โดนหลอกระดมทุน แล้วปิดโบรกหนี
  2. มีฝ่ายบริการลูกค้า หรือ Support เพราะตลาด Forex เปิด 24 ชม. ดังนั้นจึงควรมี Support ที่ช่วย ตอบคําถาม ไขข้อข้องใจ และแก้ไขปัญหาให้เราได้ ที่สําคัญคือต้องติดต่อได้ง่ายและหลากหลายช่องทาง เช่น ทางแชต ไลน์ อีเมล หรือแม้กระทั่งโทรศัพท์
  3. โบรกที่จะสมัครควรมีภาษาไทย จะทําให้เราสะดวก ในการเปิดบัญชี รวมถึงการทําธุรกรรมต่างๆ ผ่านโบรก
  4. การฝากถอนเงินต้องง่าย สะดวก และรวดเร็ว โบรกที่ดีควรฝากเงินได้ง่าย ถอนเงินได้เร็ว ไม่ควร มีขั้นต่ําในการถอน หรือมีค่าธรรมเนียมในการถอน และมีช่องทางการฝากถอนผ่านธนาคารไทย ยิ่งถ้ามี ครบทุกธนาคารจะยิ่งดีมาก
  5. เงินฝากแรกเข้าขั้นต่ำไม่เยอะ เข้าขั้นต่ําไม่เยอะ เพราะบางคนอาจจะยังเป็นมือใหม่ มีทุนน้อย บางโบรกฝากขั้น $500-$1000 อันนี้ไม่แนะนําสําหรับมือใหม่ เพราะ จํานวนเงินที่เยอะเกินไป ประสบการณ์เรายังน้อยมากๆ โอกาสล้างพอร์ตสูงมากน้อยมาก ๆ โอกาสล้างพอร์ตสูงมาก
  6. มีเงื่อนไขและนโยบายที่ชัดเจน คือ บางโบรกที่เคย (หลวมตัว) ไปสมัคร บอกเลยว่าเข้าหน้าเว็บไซต์ แล้วมันตื้บ พยายามจะหารายละเอียดต่างๆ เช่น ค่า Spread ค่าคอมมิชชั่น ค่า Leverage ฯลฯ หรือแม้แต่ประเภทของบัญชีก็ยังไม่มีเลยค่ะ คือมีบอก แค่ว่าเปิดบัญชีเท่านี้นะ จบ!เจอแบบนี้งง! เล่นไปมันไป สุดท้ายก็ตัดสินใจถอนเงินออกมาดีกว่า สบายใจ ไม่ต้องระแวง
  7. Spread (ค่าธรรมเนียมการเทรด) ต่ำยิ่งน้อยยิ่งดี Spread พูดอีกอย่างก็คือ จุดที่แตกต่าง ระหว่างราคา Buy กับ Sell นั่นเอง ซึ่ง Spread สูงๆ จะมีผลต่อคนที่เล่นระยะสั้น ถ้าเล่นระยะยาว ไม่ค่อยมีผลเท่าไหร่ และอย่าลืมดูให้ดี บางที Spread ต่ำก็จริง แต่มีค่าคอมมิชชันเพิ่มด้วย ราคาพอ ๆ กับเจ้าอื่นที่ Spread สูงซะงั้น

ซึ่งจากข้อนี้ ก็น่าจะพอเป็นแนวทางแบบคร่าวๆ ให้กับคนที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดว่าจะเลือกโบรกไหนดี จริงๆ มีรายละเอียดที่เยอะกว่านี้อีกเยอะแยะ มากมาย แต่คัดเฉพาะข้อที่สําคัญๆ มาเท่านั้น หวังว่าจะเป็น ประโยชน์ต่อผู้ที่กําลังตัดสินใจเลือกโบรกนะคะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น