คําศัพท์สําคัญที่ต้องรู้ก่อนเทรด

1. PIPS

PIPS คือหน่วยของการเปลี่ยนแปลงของราคาในคู่เงิน

ตัวอย่าง : ราคาของคู่เงิน EUR/USD เปลี่ยนแปลงจาก 1.06023 – > 1.06034 เปลี่ยนแปลง 0.0001 หรือเท่ากับ 1 pip (ทศนิยมลําดับที่ 4) อีก คําที่ได้ยินกันคือ จุด หรือ point หน่วยที่ย่อยลงไปอีก 1 pip = 10 point

จากตัวอย่างข้างต้น คู่เงิน EUR/USD มีการเปลี่ยนแปลง 10 point (ทศนิยมลําดับที่ 5)

2. Spread

Spread คือ ส่วนต่างระหว่างราคา Bid กับ Ask เวลาเรามอง ที่หน้าจอเทรด (Bid -> ราคาเสนอซื้อ Ask -> ราคาเสนอขาย)

ตัวอย่าง : คู่เงิน EUR/USD มีราคา Bid = 1.06023 และมีราคา Ask = 1.06034

ดังนั้น Spread ของ EUR/USD = 0.00011 หรือเท่ากับ 1.1 pips 1.1 pins หมายถึงเมื่อเราเข้าทําการซื้อหรือขาย เราก็จะติดลบทันที 1.1 pips ซึ่งจะเป็นตัวเลขที่ติดลบแบบนี้ทุกคู่เงิน แล้วแต่ว่าแต่ละตัวจะมี ส่วนต่างของราคามากน้อยเท่าไร

3. Lot

Lot ใช้สําหรับการเปิด Position ในการเทรดเพื่อการทํากําไร ซึ่งจะเปิดเท่าไรนั้นขึ้นอยู่กับเงินทุนของเราว่ามีจํานวนพอที่จะเปิดหรือไม่

เมื่อเราเปิดคําสั่งซื้อคําสั่งหนึ่งขึ้นมา การที่เรากําหนดจํานวน Lot ลงไปโบรกเกอร์ จะทําการหักเงินส่วนนั้นไว้ ทําให้เราเปิดจํานวน Lot ได้จํากัด ดังนี้

Standard Account 0.1 Lot 1 pip= 1 US Dollar 

Mini Account 0.1 Lot 1 pip = 0.1 US Dollar 

Micro Account 0.1 Lot 1 pip = 0.01 US Dollar

4. Market Order 

Market Order คือการ Buy หรือ Sell ที่ราคาปัจจุบัน

ตัวอย่าง : ถ้า EUR/USD ราคา Bid อยู่ที่ 1.2000 และราคา Ask อยู่ที่ 1.2002 ถ้าเราทําการเข้า Buy ราคาที่เราจะได้ก็คือราคา Ask ที่ 1.2002 และระบบก็จะทําการเปิดออเดอร์ให้เราที่ราคา Ask ในทันที หรือที่เรียกว่า การเข้าซื้อ ณ ราคาปัจจุบัน

5. Limit Entry

Limit Order คือ การที่เราตั้งให้ Buy ที่ราคาต่ํากว่าราคาตลาด หรือ Sell ที่ราคาสูงกว่าราคาตลาด

ตัวอย่าง : EUR/USD ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 1.2000 ถ้าเราต้องการเข้า Short ที่ราคา 1.2050 เราสามารถรอให้ราคาถึง 1.2050 แล้วกด Sell โดยใช้ Market Order หรือสามารถใช้คําสั่ง Limit Order เพื่อทําการเปิด Sell การทําอย่างนี้คือเราไม่ต้องรอให้ราคาไปถึงก็สามารถเปิดออเดอร์ รอไว้ก่อนได้เลย

การตั้งออเดอร์แบบนี้เป็นวิธีการคาดการณ์ว่าจะเกิดการกลับตัว ของราคาจึงใช้ Limit Order วางรอไว้เมื่อราคามาถึงออเดอร์ ก็จะเปิด สวนทางกับทิศทางที่กําลังดําเนินอยู่ในทันที

6. Stop Entry

Stop Order คือการวางคําสั่งซื้อที่ให้ทําการ Buy ที่ราคาสูงกว่า ราคาปัจจุบัน และ Sell ที่ราคาต่ํากว่าปัจจุบัน

ตัวอย่าง : EUR/USD ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 1.2000 และกําลังขึ้นอยู่ ต่อเนื่อง เราคาดการณ์ว่าถ้าEUR/USD ราคาสามารถไปถึง 1.2020 จะเป็น ราคาที่สําคัญที่ทําให้กราฟพุ่งขึ้นต่อไป เราอาจรอให้ราคาถึง 1.2020 หรือใช้ Buy Stop เพื่อเข้า Buy เมื่อราคาถึง 1.2020 โดยอัตโนมัติ

7. Stop Loss

Stop Loss เป็นคําสั่งที่สําคัญมาก มีไว้ใช้สำหรับป้องกันการสูญเสียมากกว่าที่จําเป็น โดยที่เราจะตั้งราคาที่เป็นตัวป้องกันไว้ เมื่อถึงราคานั้น ระบบจะทําการปิด Position ที่เราถืออยู่ให้โดยทันที การตั้งคําสั่งนี้จะมีผลอยู่โดยตลอดถ้าสถานะ Position ยังเปิดอยู่ เว้นเสียแต่เราไปยกเลิกเสียก่อน

ตัวอย่าง : ถ้าเรา Long EUR/USD ที่ 1.2000 เพื่อป้องกันการสูญเสีย เราตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 1.1970 นั่นหมายความว่าถ้าราคา ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์

หากราคาตกลงมาที่ 1.1970 โปรแกรมเทรดก็จะสั่งปิด Position นั้นโดยทันที เพราะเราได้ตั้งคําสั่ง Stop Loss เอาไว้แล้วล่วงหน้า และ เราก็จะติดลบไป 30 pips สิ่งสําคัญที่สุด ถ้าหากไม่ตั้งคําสั่ง Stop Loss ไว้ เราก็ต้องนั่งเฝ้าหน้าจอตลอดเวลา หรือไม่เช่นนั้นก็อาจจะเสี่ยงต่อการ ขาดทุนจนหมดตัวหรือที่เรียกว่าล้างพอร์ตก็เป็นได้

8. Take Profit

Take Profit ก็เป็นหลักการตรงข้ามกับ Stop Loss คือ ออกจากออเดอร์ที่เข้าเอาไว้เมื่อเราได้กําไรที่ต้องการแล้ว เป็นการป้องกันความไม่โลภ ไม่ให้ยื้อราคาหรือถือไว้นานเกินไป เพราะว่าราคามีการผันผวนเปลี่ยนแปลงไปทุกนาที การตั้ง TP และ SL จึงจําเป็นที่ต้องทำอย่างมาก เทรดเดอร์ที่ไม่ได้ตั้ง TP และ SL ไว้จึงมีโอกาสสูญเสียกำไรได้มาก

9. Margin 

หมายถึง เงินที่เป็นหลักประกันในการเปิดและรักษาตําแหน่งของราคา ยกตัวอย่างเช่น กรณีที่เรามีเงินอยู่ในพอร์ต 1,000 เหรียญ และต้องใช้  Margin 1 เปอร์เซ็นต์ในการเปิด Position ก็จะมีอัตราการเทียบคือ 100 : 1 คือสามารถเปิด Position ได้ 100 เท่าของมูลค่า Margin ที่คงเหลือในบัญชี

กรณีที่เงินในบัญชีเหลือน้อยมาก ๆ คือเหลือต่ํากว่าเงินขั้นต่ํา ในการรักษา Position ที่เปิดไว้ ก็จะโดน Margin Call หรือการเตือนว่า เงินเราเหลือน้อยแล้วต้องเติมเงินเข้าไป หรือไม่ก็ต้องปิด Position ราคาที่เปิดเอาไว้แล้วมันติดลบมาก

ในแต่ละโบรกเกอร์มักจะตั้งเกณฑ์การปิด Position นั้นไว้อัตโนมัติ เมื่อ Margin เหลือน้อยเกินไป ซึ่งเทรดเดอร์ก็มักจะเรียกเหตุการณ์นั้นว่า โดนล้างพอร์ต เพราะ Margin ไม่เหลือพอแล้วนั่นเอง

หากคิดภาพตามง่าย ๆ ว่า โบรกเกอร์จะไม่มีการอนุญาตให้ติดลบ แบบใกล้จะหมดพอร์ตแล้วกราฟพุ่งกลับทางไปจนเทรดเดอร์พลิกกลับมาได้กําไร เช่น มีเงินในพอร์ตอยู่ 1,000 USD ติดลบไป 990 USD กราฟพุ่งกลับทางจนมีกําไร ซึ่งเป็นไปได้ยาก เพราะ Margin ในพอร์ตแทบ ไม่เหลือแล้ว พอร์ตก็จะโดนล้าง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น